ตักความสุข เติมความสบาย ให้กับการพักผ่อน ที่ Hilton Sukhumvit Bangkok

ตักความสุข เติมความสบาย ให้กับการพักผ่อน ที่ Hilton Sukhumvit Bangkok

บ่อยครั้งที่ผมจะหาเวลาออกต่างจังหวัด ไปหาที่เงียบๆ เดินเล่น ถ่ายรูปเพื่อพักผ่อน แต่ครั้งนี้ขอฉีกแนว มาหาความสุขใจกลางเมืองหลวงดูบ้าง มันก็ได้อีกความรู้สึกหนึ่งจริงๆ ครับ

เมื่อสองปีก่อนผมมีโอกาสได้เข้าพักที่ Double Tree By Hilton Sukhumvit ซึ่งเป็นแบรนด์น้องของ Hilton Sukhumvit มาแล้วครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้ผมมีโอกาสได้เข้าพักที่ Hilton Sukhumvit Bangkok ซึ่งทำเลที่ตั้งผมว่าดีมากๆ ตั้งอยู่ใจกลางแหล่งธุรกิจ แวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า และยังอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวของอุทยานเบญจสิริด้วยครับ

Hilton Sukhumvit Bangkok ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 เดินทางไม่ยาก ถ้าไม่อยากปวดหัวกับสภาพการจราจร สามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์ ออกทางออกที่ 4 ลงบันไดมา ก็จะเจอซอยสุขุมวิท 24 เลย เดินเข้าซอยมาประมาณ 150 เมตร ก็จะพบโรงแรมอยู่ทางซ้ายมือครับ

เห็นป้ายแบบนี้ แปลว่ามาถึงแล้ว ด้านนอกโรงแรมมองเห็นกำแพงต้นไม้สีเขียวขนานยาวไปกับตัวโรงแรม ดูแล้วสดชื่นเลยทีเดียวครับ

เปิดประตูเข้ามาด้านใน มองเห็นโถงกว้าง ด้านซ้ายมือเป็นมุม Concierge แต่ที่เตะตาผมที่สุดเห็นจะเป็นรูปปั้นชายหญิงหุ่นอวบอั๋น รอต้อนรับอยู่ครับ

รูปปั้นชายหญิงคู่นี้ ถือเป็นพระเอก นางเอก ซึ่งเป็นตัวเดินเรื่องของ Hilton Sukhumvit Bangkok ครับ

"เจย์" หนุ่มอิตาลี ที่เติบโตในอเมริกามาตั้งแต่เด็กๆ เขาชอบค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ และตัดสินใจที่จะสำรวจทวีปเอเซีย โดยเลือกประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้น

"เดซี่" นักสังคมสงเคราะห์สาวชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งยังไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลย เธอต้องการทิ้งชีวิตที่วุ่นวายในนิวยอร์ก เลยตัดสินใจพาเจ้า "มะลิ" สุนัขคู่ใจ มาเริ่มชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

คุณเจย์ และ คุณเดซี่ มีโอกาสพบกันครั้งแรก เมื่อเจ้ามะลิเห่าขึ้นที่ Lobby คุณเจย์พยายามมองหาต้นเสียงเห่านั้น เขาจึงได้พบเจอกับคุณเดซี่ และจุดนี้เองทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน

บริเวณ Lobby ค่อนข้างกว้างขวาง ดูสบายตา มีที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อน ระหว่างรอ check in/check out ครับ

มี Welcome drink เป็นน้ำส้ม อยู่บริเวณ Lobby ครับ

พื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว เก้าอี้หลากหลายสีสัน เพิ่มความสดใสให้กับพื้นที่ในส่วนนี้ได้ดีเลยทีเดียว

มุมนี้สำหรับให้แขกได้ซื้อของที่ระลึก รวมถึงเบเกอรี่ติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน ด้านข้างยังมีตู้ ATM ให้ด้วยครับ

เราสามารถพบเจอคุณเจย์และคุณเดซี่ได้โดยรอบของโรงแรมครับ

ในการเข้าพักครั้งนี้ ผมเข้าพักห้อง Executive King Bed แขกที่เข้าพักแบบ Executive จะ Check in ที่ Executive Lounge ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 4 โดยเมื่อเราเดินมา Check in ที่ Lobby ชั้น 1 จะมีเจ้าหน้าที่พาขึ้นไปยัง Executive Lounge ครับ

การตกแต่งภายในโรงแรม ดูหรูหรา แฝงด้วยความเก๋ สามารถถ่ายรูปได้ทุกมุมจริงๆ ครับ

ด้านหน้าลิฟต์มีป้ายแนะนำว่าโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ที่ชั้นใดบ้าง

สำหรับการขึ้นลงลิฟต์ ต้องนำ Key card สัมผัสที่ตัวอ่านด้านในลิฟต์ ถึงจะกดหมายเลขชั้นได้ครับ

ลิฟต์มาเปิดที่ชั้น 4 ซึ่งเป็น Executive Lounge เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 – 23.00 น. ครับ

เมื่อเข้าไปด้านใน ด้านซ้ายมือจะเป็นจุด Check in แขก Executive และแขกที่เป็นสมาชิก Hilton Honors Diamond จะมา Check in ได้ที่นี่ครับ

มีพนักงานรอต้อนรับอยู่แล้ว

การตกแต่งออกโทนสีน้ำตาล ดูหรูหราเลยทีเดียว

มีมุมให้เลือกนั่งเยอะเลยทีเดียว ด้านหลังโซฟาสีเขียวจะมองเห็นเป็นผนังกระจก ด้านหลังนั้นเป็นห้องประชุมเล็กๆ ครับ

แขก Executive สามารถใช้ห้องประชุมได้ฟรี 2 ชั่วโมง มีห้องประชุมทั้งหมด 3 ห้องครับ

มีห้องให้ใช้ทำงาน ซึ่งมีทั้งคอมพิวเตอร์ wifi และ printer เตรียมไว้ให้พร้อมครับ

สำหรับแขกที่ต้องการสูบบุหรี่ สามารถมาสูบบุหรี่ได้ที่ระเบียงด้านนอกครับ ทางโรงแรมเตรียมพื้นที่ไว้ให้พร้อม บริเวณที่สูบบุหรี่ก็ออกแบบได้เก๋ไก๋เลยทีเดียวกับผนังที่ทำจากขวดนับพัน

มีมุมสีเขียวเพื่อลบความแข็งของผนังที่ทำจากขวดด้วยครับ

มาดู Benefits ที่แขก Executive จะได้รับ มีอะไรกันบ้าง

ช่วงเวลา 06.00 – 10.30 น. ในวันธรรมดา/ 06.00 – 11.00 น.ในวันหยุด เป็นช่วงเวลา Daily Breakfast ซึ่งเดี๋ยวผมจะพามาชมในตอนท้ายของรีวิวครับ

ช่วงเวลา 14.00 – 16.00 น. เป็นช่วง Afternoon Tea มีของว่าง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ รวมถึงน้ำอัดลมครับ ช่วงเวลาที่ผม Check in เป็นช่วง Afternoon Tea พอดี พอ Check in เสร็จก็มาใช้บริการจิบชายามบ่ายได้เลยครับ

ช่วงเวลา 17.30 – 19.30 น. เป็นช่วง Evening cocktails ช่วงเวลานี้มีแขกมาใช้บริการค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

นอกเหนือช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีเครื่องดื่มและผลไม้ไว้บริการด้วย อ้อ ยังมี free wifi ให้แขก Executive ใช้ด้วยนะครับ

ไปดูในส่วนของห้องพักกันบ้างดีกว่า คืนนี้ผมเข้าพักแบบ Executive King Bed ครับ

เปิดประตูห้องพักเข้ามา โซนด้านหน้าจะเป็นห้องน้ำและตู้เสื้อผ้า โดยห้องน้ำจะอยู่ด้านหลังประตูบานเลื่อนที่เป็นกระจกขนาดใหญ่ครับ

ห้องน้ำค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว แยกส่วนเปียกส่วนแห้งอย่างชัดเจน มีอ่างล้างหน้าอยู่ตรงกลาง พร้อมมีเก้าอี้ให้นั่งด้วยครับ สำหรับโถสุขภัณฑ์ไม่มีสายฉีดชำระให้ครับ

ในพื้นที่ส่วนเปียก จะมีทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัว ห้องน้ำเปิดโล่งมองเห็นพื้นที่ในส่วนของเตียง หากต้องการความเป็นส่วนตัวสามารถปิดม่านไฟฟ้าได้ครับ

ผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำ กลิ่นหอมเลยทีเดียว เสียที่ขวดเล็กไปสักหน่อยครับ

ฝั่งตรงข้ามของห้องน้ำ จะเป็นตู้เสื้อผ้า ด้านในตู้เสื้อผ้ามีเตารีด ที่รองรีดผ้าให้พร้อมครับ

มินิบาร์ ตามที่เห็น มีน้ำฟรีให้ 2 ขวดครับ

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไป กาต้มน้ำ ชา กาแฟ ตู้นิรภัย เสื้อคลุมอาบน้ำ ไดร์เป่าผม รองเท้าผ้าสำหรับเดินในห้องครับ

เตียงและหมอนนุ่มมากๆ มีรูปปั้นคุณเดซี่ตัวเล็กๆ อยู่ในห้องด้วยครับ

มีเก้าอี้หนังอยู่ที่มุมพักผ่อน สำหรับให้นั่งดูทีวีหรือวิวนอกห้องพักด้วย ขอบอกว่าเก้าอี้หนังนั่งสบายมากๆ ครับ

มีมุมให้นั่งทำงานด้วย นอกจากนี้ทางโรงแรมยังเตรียมกล่องเล็กๆ ที่ด้านในบรรจุที่เย็บกระดาษ รวมถึงคลิปไว้ให้พร้อมสรรพ

ห้องพักโดยรวมถือว่ากว้างขวาง สะอาดสะอ้าน ในโซนตำแหน่งของตู้เสื้อผ้าและห้องน้ำ พื้นปูด้วยกระเบื้อง ส่วนตำแหน่งเตียงนอน จะปูพรมครับ

ไปดูสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้กับแขกที่เข้าพักกันบ้าง เริ่มที่สระว่ายน้ำและ Fitness ให้บริการฟรีที่ชั้น 26 ครับ

สระว่ายน้ำเปิดให้บริการตั้งแต่ 07.00-21.00 น. จะเรียกว่าสระว่ายน้ำลอยฟ้าก็คงไม่ผิด เพราะว่ายน้ำไปสามารถชมป่าตึกได้อย่างสวยงาม มองเห็น Emporium ด้วย

มีบาร์ LAPSE ไว้คอยบริการของว่าง รวมถึงเครื่องดื่มเย็นๆ ประเภท Cocktails ด้วย ที่สำคัญมีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ ด้วยครับ

Fitness เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  (หากนำ Key Card ติดตัวมาด้วย) ซึ่ง Fitness อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ ห้องไม่ใหญ่มากนัก เครื่องออกกำลังกายมีพอประมาณ แต่ที่ประทับใจผมคือ วิวที่มองเห็นด้านนอกนี่แหล่ะ ฝั่งหนึ่งมองเห็นสระว่ายน้ำ อีกฝั่งหนึ่งมองเห็นป่าตึก ตื่นตาตื่นใจผมเสียจริงๆ

และที่ชอบอีกสิ่งหนึ่งคือ ป้ายที่อยู่หน้าห้องน้ำ เป็นรูปกางเกงในและยกทรง เก๋ไก๋อย่าบอกใครเชียว เห็นแล้วอดที่จะยกกล้องถ่ายไม่ได้ครับ

สำหรับห้องอาหารของ Hilton Sukhumvit มีทั้งหมด 2 ห้อง ไม่นับรวมมุมห้องอาหารใน Executive Lounge นะครับ โดยมื้อเย็น ผมใช้บริการของห้องอาหาร Mondo ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 1 ใกล้ๆ กับ Lobby ครับ

Mondo เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า โลก ให้บริการอาหารเอเชียน-เมดิเตอร์เรเนียน เป็นลักษณะกึ่งๆ ครัวเปิด มองเห็น chef ปรุงอาหารด้วย

ภายใน Mondo มีกระเป๋าเดินทางที่คุณเจย์ได้ใส่สัมภาระจากอเมริกาเพื่อมาหาประสบการณ์ใหม่ที่เมืองไทย นับรวมๆ กันแล้วผมว่าหลักร้อยเลยครับ นอกจากนี้ยังมีอัญมณีขนาดยักษ์ 2 เม็ดที่คุณเจย์ซื้อให้คุณเดซี่เพื่อแสดงความรักที่เขามีให้กับคุณเดซี่อย่างหมดใจ

นอกจากจะมีกระเป๋าเดินทางนับร้อยๆ ใบแล้ว เมนูของที่นี่ออกแบบมาเป็น Passport ให้อารมณ์ของนักเดินทางจริงๆ ครับ

เริ่มที่ Cocktails

นั่งรอไม่นาน อาหารจานหลักก็มา เริ่มด้วย Crackling pork leg roast เสิร์ฟพร้อมสลัดและมันบด ผมใช้เวลาในการถ่ายภาพอาหารแต่ละเมนูอยู่นานพอสมควร แต่ขอบอกเลยว่า ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน แต่หนังของขาหมูยังคงความกรอบอยู่เลยครับ

อีกเมนูคือ Spinach Salad หรือสลัดผักปวยเล้ง คลุกมากับกุ้งตัวใหญ่ๆ มะม่วงสุกหั่นพอคำ เมล็ดทับทิม วอลนัต เฟต้าชีส และน้ำสลัด White balsamic vinaigrette รสชาติถือว่าโอเคครับ ทานตัดเลี่ยนจากขาหมูได้ดีนักแล

​ เจอ 2 เมนูนี้ขอยอมยกธงครับ ขาหมูค่อนข้างชิ้นใหญ่เลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Mango and sticky rice mille feuille ชั้นล่างสุดเป็นข้าวเหนียวมูลขาวและมูลดำ (ข้าวเหนียวมูลดำแอบมีกรุบๆ นิดหน่อย) โปะหน้าด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สุกหั่นพอคำ วางทับด้วยขนมปังกรอบบางๆ และท็อปปิ้งด้วยไอศกรีมมะม่วง ที่มีเนื้อมะม่วงเป็นชิ้นๆ อยู่ในเนื้อไอศกรีมด้วย ทานเมนูนี้แล้วเรียกความสดชื่นกลับมาได้ดีเลยทีเดียวครับ

สำหรับรสชาติอาหารโดยรวมถือว่าใช้ได้ครับ ขาหมูทานมากอาจจะเลี่ยนไปสักนิด แต่ได้สลัดมาตัดเลี่ยนถือว่าโอเคครับ

ก่อนจะขึ้นนอน ขอเดินย่อยอาหารสักหน่อย ผมเลยขึ้นไปชั้น 26 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสระว่ายน้ำเพื่อดูวิวมุมสูง ชมความงามของเมืองกรุงยามราตรีสักหน่อยครับ

ช่วงค่ำ แขกมาใช้บริการน้อยมาก ผมว่าช่วงค่ำเป็นช่วงที่น่ามานั่งกินบรรยากาศเป็นอย่างมาก

LAPSE ยามค่ำ

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้มาชมวิวมุมสูงของเมืองกรุงแบบนี้ หลังจากเต็มอิ่มกับการเก็บบรรยากาศยามค่ำคืน ผมคงต้องกลับไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนละครับ

นอนแช่น้ำอุ่น ยืดเส้นยืดสาย พร้อมชมวิวป่าตึกยามค่ำคืนในห้องต่ออีกสักนิดหน่อย

เดินมาที่โต๊ะทำงาน เห็นมี Macaron วางอยู่ ไว้ให้ทานก่อนนอนด้วยครับ

ขอบอกว่าทั้งเตียงทั้งหมอน นุ่มมากๆ อยากจะยกกลับไปตั้งไว้ที่บ้านจริงๆ ครับ

เช้าวันใหม่ ขอขึ้นมาสูดอากาศ รับวิตามิน D กันที่ชั้น 26 อีกครั้ง

ช่วงเช้าบรรยากาศดีมากๆ เลยครับ แอบนึกอิจฉาคุณเจย์และคุณเดซี่มากๆ ที่ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นทุกวัน

ผมชอบไอเดียต้นไม้ที่อยู่บริเวณผนังตรงนั้นจังเลย ไม้เลื้อยถูกดัดให้เป็นฟอร์มต้นไม้ใหญ่ เก๋ดีครับ

เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นมาชมวิวยามเช้ากันหลายคนเลย แดดเริ่มมาก็คงต้องถึงเวลาอาหารเช้าแล้วครับ

อาหารเช้า จะมีบริการ 2 จุด คือที่ห้องอาหาร Scalini ที่จะให้บริการสำหรับแขกทุกประเภท และที่ Executive Lounge ที่จะให้บริการเฉพาะ Executive ครับ

ขอพาไปชมที่ห้องอาหาร Scalini ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 กันก่อนครับ

บริเวณด้านหน้าลิฟต์ตกแต่งได้ย้อนยุคดีจัง มีการนำของเก่าเช่น จักรเย็บผ้า ถังไม้ พิมพ์ดีด รวมถึงกระสอบข้าวมาตกแต่งได้อย่างลงตัวครับ

มาดูบรรยากาศด้านในห้องอาหารกันดีกว่า Scalini เป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึงขั้นบันได เป็นห้องอาหารแบบอิตาเลียนอเมริกันในยุค 1920 และ 1930 ช่วงที่ชาวอิตาเลียนลี้ภัยมายังนิวยอร์กและได้นำอาหารอิตาเลียนมาเผยแพร่ในอเมริกา การตกแต่งภายในห้องอาหารเน้นโทนสีน้ำตาลเข้มและดำ ห้องอาหาร Scalini เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 - 10.30 น. ครับ

ผนังของมุมนี้ออกแบบเป็นไวน์เซลล่าร์ ผมชอบการตกแต่งของที่นี่จริงๆ ดูแพง หรูหราและมีสไตล์ที่ชัดเจนครับ

ส่วนมุมนี้มีการวาดลวดลายของมหานครนิวยอร์กเป็นลวดลายแบบเก๋ๆ โดนใจอีกเช่นกันครับ

มีมุมเขียวๆ ให้สบายตาด้วยครับ

มาดูไลน์อาหารเช้ากันบ้าง มุมนี้เป็นมุมสลัดผักนานาชนิดครับ

ห้องอาหาร Scalini ออกแบบลักษณะครัวเปิด แขกสามารถมองเห็นการปรุงอาหารของ Chef ได้ด้วยครับ

มุมนี้เป็นมุมขนมปังหลากหลายชนิดมากๆ รวมถึงมีก๋วยเตี๋ยวด้วยครับ

Egg station ครับ

ไลน์อาหารหลักจะอยู่มุมนี้ อยู่ข้างครัวเปิดครับ

มีข้าวห่อสาหร่ายด้วย

เป็ด ชีส แฮม ต่างๆ ตกแต่งอย่างสวยงามครับ

มุมอาหารไทย

มุมนี้มุมผลไม้ รวมถึงท็อปปิ้งต่างๆ

ปิดท้ายด้วยมุมน้ำผลไม้ครับ

ด้านหน้าของห้องอาหาร Scalini มีบันไดเวียนเดินขึ้นจากชั้นหนึ่งไปยังชั้นสาม ผมว่าบันไดนี้แหล่ะคือที่มาของชื่อ Scalini ครับ

ติดกับห้องอาหาร Scalini ยังมีอีกมุมที่ไม่ควรพลาด ตามมาชมกันครับ

Study Room ให้อารมณ์คล้ายๆ ห้องสมุด สามารถมานั่งพักผ่อนได้ครับ

มาดูในส่วนห้องอาหารเช้าใน Executive Lounge กันบ้าง ขั้นไปยังชั้น 4 กันเลยครับ

อาหารเช้าจะเหมือนกับห้องอาหาร Scalini เพียงแต่ย่อส่วนลงมาครับ

หลังอาหารเช้า ขอขึ้นมานั่งจิบกาแฟบนห้อง ที่เก้าอี้หนังตัวนี้ นั่งอ่านหนังสือ พร้อมชมวิวด้านนอกห้องพักต่ออีกสักหน่อย ขอตักตวงความสุขให้เต็มที่ก่อน Check out ครับ

จากที่ได้เข้าพักที่ Hilton Sukhumvit Bangkok ตลอด 2 วัน 1 คืน ผมได้รับความความสะดวกสบายในทุกๆ เรื่อง ประทับใจความสะอาดของห้องพัก สไตล์การตกแต่งโรงแรมที่มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก หากใครชอบถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ ในโซเชียล รับรองต้องประทับใจแน่นอน นอกจากนี้ผมยังประทับใจรอยยิ้มที่พร้อมให้บริการของพนักงานทุกคนครับ

สำหรับจุดที่อยากให้ Hilton เพิ่มเติม คือเรื่องอาหารเช้า ที่ผมว่ายังไม่ปังเท่าที่ควร

อ้อ..และอีกเรื่องสำหรับแขกที่ไม่ใช่ Executive จะไม่มี free wifi ให้ใช้ที่ห้องนะครับ แต่จะมี free wifi บริเวณส่วนกลางและห้องอาหารทุกห้องครับ

ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ Hilton Sukhumvit Bangkok ที่ได้มอบประสบการณ์ดีๆ ในครั้งนี้ให้กับผมครับ

ก่อนจบรีวิวนี้ ฝากเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ




SUSCO รุกธุรกิจเข้มข้น...ขยายฐานลูกค้าสู่ “กลุ่มคน...
“HomePro Expo ครั้งที่ 25” คุ้ม สุข สุด กว่าทุกเท...
 

Comments 2

wipthawat rujittawiwat on วันพฤหัสบดี, 23 มีนาคม 2560 18:07

สวยมากๆครับ เห็นแล้วต้องไปพักให้ได้เลยครับ
ขอบคุณสำหรับฺฺBlog ดีๆและภาพสวยๆครับ

สวยมากๆครับ เห็นแล้วต้องไปพักให้ได้เลยครับ ขอบคุณสำหรับฺฺBlog ดีๆและภาพสวยๆครับ :):)
Kamol Phapoom on วันพฤหัสบดี, 23 มีนาคม 2560 20:41

ขอบคุณครับผม

ขอบคุณครับผม
Already Registered? Login Here
Guest
วันพฤหัสบดี, 21 มีนาคม 2562

Categories

Leaderboard

Latest Comments

Netnapa Wongsawat หาพิกัดตำแหน่งที่ตั้งด้วย Google Maps
08 กรกฎาคม 2561
Hi, call me Joy, I love to let all of you know more about lovely country.
wipthawat rujittawiwat ตักความสุข เติมความสบาย ให้กับการพักผ่อน ที่ Hilton Sukhumvit Bangkok
23 มีนาคม 2560
สวยมากๆครับ เห็นแล้วต้องไปพักให้ได้เลยครับ ขอบคุณสำหรับฺฺBlog ดีๆและภาพสวยๆครับ
wipthawat rujittawiwat ชมวิวกรุงเทพ 360 องศา แบบ HD จากวัดสระเกศ (ภูเขาทอง)
05 ธันวาคม 2559
จะติดต่อไปถ่ายให้จะได้ไหมครับ